ผลงาน 15 ปี

ในสภาพการณ์ที่ยังมีความเหลื่อมล้ำระหว่างหญิงและชายในสังคมในกรอบกติกาของสังคม ที่ยังมีการปฏิบัติต่อผู้หญิงและผู้ชายแตกต่างกัน เห็นได้ชัดเจนทั้งทางกฏหมายและทางปฏิบัติ
การสร้างความเสมอภาคระหว่างหญิงชายให้เกิดขึ้นในสังคมจึงยังเป็นภาระหลัก ของสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนาแม้ 15 ปีจะผ่านไปแล้วก็ตาม

หากย้อนไปในช่วงเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องความเสมอภาคยังเป็นเรื่องที่ ไม่มีใครพูดถึงมากนัก เรื่องผู้หญิงผู้ชายไม่เป็นประเด็น เด่นชัด “บุคคลมี สิทธิเท่าเทียมกัน” เช่นที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญในช่วงนั้นและความรู้สึกของ คนในสังคมก็คล้อยตามเช่นนั้น

ก้าวแรก

กรอบคิดของสังคมข้างต้น จึงเป็นที่มาของก้าวแรกของสถาบันวิจัย บทบาทหญิงชาย และ การพัฒนา และก้าวที่หนึ่งนั้น เป็นก้าวที่มั่นคง และคงไม่ผิด หากจะกล่าวว่า เป็นก้าวที่ ได้ ช่วยปูรากฐานของการทำงานเพื่อความเสมอภาคของสังคมไทยมาจนปัจจุบัน

 

สภาพการณ์ ของ ผู้หญิง และ ผู้ชายในสังคมไทย

ด้านสุขภาพ

  • ผู้หญิงมีอายุยืนกว่าผู้ชายโดยเฉลี่ย 5 ปี อายุขัยเฉลี่ยของผู้หญิง คือ 75 ปี ชาย 70 ปี
  • ผู้หญิงติดเชื้อเอดส์ในอัตราที่ เพิ่มขึ้น มากกว่าชาย ในช่วงปี 2537-2541 ผู้หญิง ที่ติดเชื้อมี เพียง 1 ใน 4 ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด แต่ปัจจุบัน (ปี 2548) เป็น 1 ใน 3
  • ปี 2548 ผู้หญิงและเด็กในช่วงอายุ 10-19 ปี ที่เป็นเอดส์ มีจำนวนสูงกว่าชาย

การศึกษา

  • ร้อยละ 56 ของไม่รู้หนังสือเป็นผู้หญิง ในปี 2543 และส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 40 ปี
  • สัดส่วนของนักเรียนหญิงและชายในระดับประถมและมัธยมศึกษาจะเท่าๆ กัน
  • ในปี 2543 สัดส่วนของนักศึกษาหญิงต่อนักศึกษาชาย เช่น ในมหาวิทยาลัยของรัฐ คือ 55:45
  • ผู้หญิงที่เรียนการศึกษาทางไกล/นอกระบบ เป็นร้อยละ 53 ของนักศึกษาทั้งหมด

การมีส่วนร่วมทางการเมืองและการบริหาร

  • ผู้หญิงมีสิทธิในการลงคะแนนเสียงมาตั้งแต่ปี 2475
  • ในปี 2543 ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงที่เป็นหญิงมีมากกว่าชาย 1 ล้านคน
  • ปี2549 มีผู้หญิงเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 46 คน จากทั้งหมด 500 คน คิดเป็นร้อยละ 9.1
  • ปี 2548 สมาชิกวุฒิสภาที่เป็นหญิงมี 20 คน จากทั้งหมด 200 คน (กุมภาพันธ์ 2549)
  • การเมืองระดับท้องถิ่น มีผู้หญิงเป็นสัดส่วนน้อยมาก ต่ำกว่าร้อยละ 10
  • ผู้ใหญ่บ้าน/กำนัน ที่เป็นผู้หญิง มีร้อยละ 3.3/2.4 ตามลำดับ
  • ปัจจุบัน (ปี 2548) มีผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี 2 คน

ในภาคราชการ (ปี 2548) ข้าราชการหญิงมีจำนวนมากกว่าชาย คือ ร้อยละ 54 โดยในระดับแรกเข้า จะมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และผู้หญิงมีจำนวนน้อยลงตาม ลำดับที่สูงขึ้น ในระดับสูงสุดที่เป็นนักบริหาร (ระดับ 9,10 และ 11) มีผู้หญิงร้อยละ 8.8/18.0/27.0 ตามลำดับ

การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ

  • กำลังแรงงาน ในปี 2548 มีทั้งหมด 34 ล้านคน โดยเป็นหญิงร้อยละ 44.1
  • ร้อยละ70-80 ของคนงานที่ทำงานในอุตสาหกรรมส่งออก ที่นำรายได้สูงสุดให้ แก่ประเทศ เป็นผู้หญิง เช่นเดียวก้บการท่องเที่ยว รายได้จากอุตสาหกรรมส่ง ออกเหล่านี้รวมกับรายได้ จากการท่องเที่ยว สูงเท่าๆ กับงบประมาณของประเทศ ในแต่ละปี
  • ร้อยละ 80 ของผู้รับเหมางานมาทำที่บ้านเป็นหญิง ในเศรษฐกิจนอกระบบ ยังไม่ได้รับ การคุ้มครองจาก กฎหมายแรงงาน

ครอบครัว

  • หนึ่งในสี่ของหัวหน้าครัวเรือนเป็นผู้หญิง
  • ผู้หญิงได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัว ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และทางเพศจาก คู่ของตนผลการวิจัยพบว่า ร้อยละ 44 ของผู้หญิงที่เป็นกลุ่ม ศึกษา เคยได้รับความรุนแรงจากสามี

เมื่อใช้ข้อมูลแยกเพศเป็นฐาน ช่องว่างที่เห็นระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย ทำให้เกิดคำถาม ต่อไปอีกหลายคำถาม คำถามที่ควรไตร่ตรองคือ ในฐานะที่ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการ ผู้ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัว เป็นผู้มี บทบาทในทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างมาก แต่เหตุไร บทบาทในทางการเมืองและการบริหาร บทบาทในการ ตัดสินใจใน นโยบายสาธารณะของผู้หญิง จึงจำกัดอยู่มาก และหากผู้หญิงอยู่บนเวทีที่มีบทบาทดังกล่าว น้อย ปัญหาที่เป็นความสนใจของผู้หญิง ปัญหาที่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง จะได้รับ การแก้ไขได้อย่างเหมาะสมได้อย่างไร

เพียงแต่ … จะช่วยกันอย่างไร ? 
การหาคำตอบ จึงเป็นที่มาของก้าวต่อๆ มาของสถาบันวิจัย บทบาทหญิงชายและการพัฒนา เวทีเพื่อผู้หญิงจึงตามมาในหลายลักษณะ

 

การสร้างเวทีเพื่อผู้หญิง

เวทีเพื่อผู้หญิงนั้น สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา เน้นการ สร้างใน ทุกระดับ ตั้งแต่ในวงกว้างที่สุด คือสาธารณชน ทั้งชายและหญิงในสังคมตามด้วย ระดับองค์กรสถาบันที่ หลากหลาย และที่ตัวของผู้หญิง เอง กิจกรรมที่ ดำเนินการ ในแต่ละช่วง แต่ละเวลาอาจแตกต่าง กันไป ตาม แต่โอกาสและศักยภาพที่จะ สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ในขณะนั้นๆ เป็นสำคัญ

 

เวทีระดับสังคม

เจตคติของสังคมยังไม่เอื้อให้ผู้หญิงเป็นที่ ยอมรับ สำหรับการไปทำงาน ในแวดวงการเมือง และการบริหารเท่าที่ควร พิจารณาได้จากผลการ เลือกตั้งใน แต่ละครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากผู้หญิง ที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง นั้นมีจำนวนมากกว่าชาย และจากข้อมูลที่มี ผู้หญิงก็ยังไปลงคะแนนเสียงมากกว่าชาย โอกาสของผู้หญิงที่จะได้รับเลือก จึงควรที่จะ มากกว่า ผู้ชาย แต่ผลที่เห็นชัดเจน คือ ผู้หญิง ก็ ไม่เลือกผู้หญิงด้วยกันเอง ในขณะเดียวกัน บทบาทของ ผู้หญิงในฐานะผู้นำ ความคิดในด้าน ต่างๆ ที่สะท้อนโดยสื่อ ก็นับว่าน้อยมาก เมื่อเทียบ กับผู้ชาย การสร้าง เวที เพื่อให้บทบาทและ ศักยภาพของผู้หญิงเป็นที่ประจักษ์มากขึ้นใน วงกว้าง เป็นที่ ยอมรับของสังคมมากขึ้น จึงเป็น ภารกิจที่สถาบันทำสืบเนื่องมาตลอด 15 ปี

โครงการคัดเลือกผู้หญิงเก่ง

ภายใต้กรอบของการใช้ผลสำเร็จเป็น แนวทางในการดำเนินงาน การที่จะ ให้สังคม เปิดใจรับผู้หญิง มากขึ้นคือ การให้สังคมได้ ตระหนักรับรู้ถึงศักยภาพและความ สำเร็จของ ผู้หญิงต่อการพัฒนาประเทศ โดย จัดให้มีการ คัดเลือกผู้หญิงเก่งในสาขาต่างๆ ซึ่งดำเนินงาน มาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากปี 2536 ใน 6 สาขา ได้แก่ เกษตรกร นักพัฒนา ผู้นำแรงงาน ผู้ริเริ่ม ธุรกิจ ผู้นำสตรีระดับท้องถิ่น และสิ่งแวดล้อม ในปีต่อๆ มา ก็ได้เพิ่ม สาขาที่คัดเลือกผู้หญิงเก่ง ขึ้น จนในปัจจุบันรวมเป็น 11 สาขา โดยที่ เพิ่มขึ้นคือ สื่อมวลชน นักบริหาร นักการเมือง เยาวสตรี และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลณ ปัจจุบัน รวมปี 2549 ด้วยนั้น มีผู้ได้รับการ คัดเลือกยกย่องให้เป็นผู้หญิงเก่งในสาขาต่างๆ รวมทั้งหมด 135 คน จาก 58 จังหวัด นอกจากนั้น ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ได้เพิ่มให้มี รางวัลสำหรับ องค์กร อีก 2 รางวัล คือ รางวัล กองทุน หมู่บ้านดีเด่น และ รางวัลองค์การบริหาร ส่วนตำบลดีเด่น ซึ่งองค์กรและผู้ที่ได้รับการยกย่อง นั้น จะรับโล่ประกาศเกียรติคุณของนายกรัฐมนตรี ในช่วงสัปดาห์สตรีสากลของทุกปี

ทำเนียบสตรีผู้นำการเปลี่ยนแปลง

คณะกรรมการในระดับชาติที่กำหนดนโยบาย สาธารณะในด้านต่างๆ มีผู้หญิง จำกัดมาก แม้กระทั่งคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ที่เป็นองค์คณะ ที่กำกับดูแลการ พัฒนาประเทศ ซึ่งมีประชาชนทั้งชายและหญิง รับประโยชน์จากการพัฒนา นั้น จำนวนเท่าๆ กัน กว่าที่จะเริ่มมีผู้หญิงร่วมอยู่ในคณะกรรมการ ก็ได้ล่วงเลยมาจนถึงแผนฯ ฉบับที่ 8 คือ ประมาณ 40 ปีการขาดมุมมองของผู้หญิงในกระบวนการกำหนดนโยบายกิจการ สาธารณะจึงเป็นเรื่องที่สามารถทำให้การพัฒนาไม่สมดุลย์ ข้อที่มักใช้อ้าง กันก็คือ ผู้หญิงที่มี ความสามารถไม่เป็นที่รู้จักมากพอทั้งๆ ที่ผู้หญิงที่พร้อมจะทำงานเพื่อ ส่วนรวมด้วยศักยภาพ ที่เป็นที่ยอมรับนั้นมีมากมาย

ส่วนหนึ่งของความพยายามที่เชื่อมโยงของสถาบัน วิจัยบทบาทหญิงชายและ การ พัฒนา คือ การเผยแพร่ เกียรติคุณของผู้หญิงที่มีความสามารถเป็นที่ประจักษ์ ด้วยการจัดทำ ทำเนียบสตรีผู้นำการ เปลี่ยนแปลง รวม 3 เล่ม ในช่วงปี 2538 ถึง 2542 นำเสนอผลงานและ แนวคิดของผู้หญิง รวม 201 คน ที่เป็นผู้นำ การเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ และพร้อมที่จะเป็น พลังสำคัญในการ กำหนดทิศทาง และแก้ไขปัญหาต่างๆของประเทศเล่มที่ 4 และต่อไปคาด ว่าจะได้ตามออกมา เป็นระยะๆ ในโอกาสอันสมควร

งานกับสื่อมวลชน

ในฐานะที่สื่อมวลชนเป็นกลไกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างระบบคิดและ เจตคติของสังคม สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา จึงได้ขอความร่วมมือกับสื่อ มวลชนในการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารในรูป บทความรณรงค์ โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้ง เพื่อให้ สังคมตระหนักถึงความสำคัญของ ผู้หญิง ที่จะต้องอยู่ในระดับ ที่มีอำนาจตัดสินใจทั้ง ภาคการเมือง และภาคราชการ และเพื่อให้การ สนับสนุนผู้หญิง และเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในการ เลือกตั้งเมื่อปี 2538 สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและ การพัฒนา ได้ร่วมมือกับหนังสือพิมพ์ รายวัน 2-3 ฉบับ เพื่อให้ ผู้อ่านส่งคำทายว่า ผู้หญิงจาก พรรคใด และเป็นใครจะชนะการ เลือกตั้ง ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้อ่านทั้ง ชายและหญิงเป็นอย่างดี

 

เวทีระดับองค์กรและสถาบันต่างๆ

การรณรงค์ในการสร้างความเสมอภาคระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย รวมทั้งการเพิ่ม จำนวนผู้หญิง ใน ระดับที่ มีอำนาจในการตัดสินใจนั้น ต้องปรับเปลี่ยนที่กลไกในระดับองค์กร และสถาบันที่สำคัญต่างๆในสังคมซึ่งสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนาได้ดำเนินการ ในหลายรูปแบบและ หลายลักษณะ ซึ่งได้ช่วยส่งผลให้เกิด การบูรณาการกลไกและมาตรการ ที่สำคัญ ในองค์กรและ สถาบันต่างๆ ที่ช่วยขยายผลในเรื่องของความเสมอภาค หญิงชายได้ ณ ระดับหนึ่ง

การรณรงค์กับพรรคการเมือง

สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา ได้ริเริ่มรณรงค์ กับพรรคการเมือง โดยเริ่ม ดำเนินการ มา ตั้งแต่ก่อนช่วงการประชุม ระดับโลกว่าด้วยเรื่องสตรีครั้งที่ 4 โดย ในระยะนั้น ได้ รณรงค์เพื่อให้ พรรค การเมืองมีนโยบายเกี่ยวกับผู้หญิง แนวดำเนินการ ในส่วนนี้ คือ การจัดเวท ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ในปี 2535 ให้พรรคการเมือง ต่างๆ รวม 9 พรรค ได้มาร่วมแถลงนโยบาย เกี่ยวกับ ผู้หญิง และเพื่อ เปิด โอกาสให้ผู้นำ สตรีที่มาจาก ภาคต่างๆ ของประเทศ ซึ่งเป็น ผู้มีสิทธิลง คะแนนเสียง ได้ให้ข้อเสนอในประเด็นต่างๆ ที่เป็น ห่วง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและซักถามพรรค การเมือง ซึ่งเวทีดังกล่าวทำให้พรรคการเมือง เลี่ยงไม่ได้ที่จะ ไม่มีประเด็นที่ เกี่ยวกับ ผู้หญิง กลยุทธ์ ของการ จัดเวทีให้มีการ แถลงนโยบาย ที่เกี่ยวกับผู้หญิงทั้งในลักษณะของการจัดสัมมนา หรือการนำเสนอ ผ่านสื่อต่างๆนั้นนับว่าได้ สร้างการ ตระหนักรับรู้ถึงความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงและเป็นแนวทางให้กับการ นำเสนอ ประเด็นผู้หญิง ของพรรคการเมืองต่างๆในเวลาต่อมาจากความพยายาม ดังกล่าวจะ สังเกตเห็นได้ว่าในช่วงต่อมาพรรคการเมืองต่างๆจะให้ความสำคัญต่อปัญหาของผู้หญิงอย่าง เห็นได้ชัดเจน นับเป็นการบุกเบิก สร้างเวที ผู้หญิงให้กับพรรค การเมือง ซึ่งส่งผลให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงต่อผู้หญิงได้ เมื่อ พรรคการเมืองเหล่านั้นเข้าร่วมเป็นรัฐบาล

การรณรงค์กับรัฐบาล

การรณรงค์ให้รัฐบาลมีนโยบายด้านสตรี โดย สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและ การพัฒนา ร่วมกับ องค์กรติดตามการดำเนินงานทางการเมืองเรื่องสตรี (ตมส.) เป็นการ ดำเนินการต่อเนื่อง จากการรณรงค์ให้ พรรคการเมืองมีนโยบาย ด้วยการส่งหนังสือถึงองค์กร ที่ทำหน้าที่ร่างนโยบาย รัฐบาล ระบุประเด็นสำคัญต่างๆ ที่ต้องการให้พรรคร่วมรัฐบาลกำหนด ในนโยบาย ซึ่งมี ประเด็น การส่งเสริม ผู้หญิงให้อยู่ในระดับที่มีอำนาจ ในการตัดสินใจอยู่ด้วย

ความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมประการสำคัญคือ การที่รัฐบาลที่ผ่านมารวม 4 รัฐบาล ยกเว้น รัฐบาล ปัจจุบัน ได้มีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง รวมทั้งนโยบายส่งเสริม ผู้หญิงบน เวทีสาธารณะ อย่างชัดเจน ใน ช่วงระยะเวลา 10 ปีเศษที่ผ่านมา แม้ในบางขณะอาจเป็นเพียง คำจารึก บนแผ่น กระดาษ แต่ก็เป็นจุด ที่ให้ เกิดการทวงถามและติดตามได้

การทำงานร่วมกับภาคราชการและสถาบันการศึกษา

สืบเนื่องจากการที่รัฐบาลในสมัยนั้น (รัฐบาลนายชวน หลีกภัย) ได้มีนโยบายที่จะ ขจัดการเลือก ปฏิบัติ ต่อสตรี ในด้านอาชีพ ซึ่งเป็นผลมาจากการรณรงค์ที่ สถาบันวิจัยบทบาท หญิงชายและการพัฒนา ได้ริเริ่มขึ้น ในปี 2537 สถาบันฯ จึงได้เผยแพร่แนวคิด เกี่ยวกับระบบ สัดส่วนหรือมาตรการพิเศษ ที่สามารถ ทำได้ตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เป็น มาตรการ เร่งด่วนชั่วคราว เพื่อให้เอื้อต่อการเข้า สู่ ตำแหน่งในระดับบริหารได้มากขึ้น โดยจัด การสัมมนาเพื่อเรียนรู้ ประสบการณ์จากประเทศนอร์เวย์ สวีเดน ออสเตรเลีย และเยอรมัน ซึ่งอาจนำมา ประยุกต์ใช้ในราชการได้

นอกจากนั้น ในอีกรูปแบบหนึ่ง สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการ พัฒนา ได้ร่วมมือกับ สถาบันบัณทิต พัฒนบริหารศาสตร์ ในการศึกษาวิจัยใน 6 ส่วนราชการ ได้แก่ กรมการค้าต่า งประเทศ กรมการศึกษานอกโรงเรียน กรมสรรพากร กรมทรัพยากรธรณี กรมประชาสงเคราะห์ และกระทรวงการ ต่างประเทศ เพื่อระบุอุปสรรคและปัจจัย เสริมที่ ให้ผู้หญิงก้าวสู่ระดับบริหาร และได้ประมวลข้อเสนอแนะนำ เสนอต่อสำนักงาน ก.พ. กรณี ศึกษาดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลในเชิงบวกหลายประการส่วนหนึ่งคือคณะทำงานของสำนักงาน ก.พ. ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากภาคราชการและภาคเอกชนได้นำผลการศึกษาไปประกอบการ พิจารณากำหนดมาตรการ และแนวทางในการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงและ ชาย ในภาค ราชการ ดังที่ปรากฏใน หนังสือเวียนสำนักงาน ก.พ.ที่ นร 0708.1/ว 7 ลง วันที่ 18 กันยายน 2543 เรื่อง แนวทาง การ ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย

การทำงานร่วมกับองค์กรสตรีต่างๆ และชมรมรัฐสภาสตรีไทย

ในช่วงของการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2534 นั้น สถาบันฯ ได้ร่วมกับชมรม รัฐสภาสตรีไทย รณรงค์ที่จะประกัน สิทธิสตรีให้ชัดเจน โดยได้มุ่งแก้ไขข้อความใน มาตรา 24 เพื่อให้ระบุให้ชัดเจนว่า ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน แทนที่จะใช้คำ กลางๆ ว่า บุคคล แต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งมีกิจกรรม ทั้งการประชุมสัมมนา เพื่อสร้าง ความเข้าใจในสาระ การจัดทำเอกสาร รวมสติกเกอร์เผยแพร่ และ รณรงค์ให้ผู้นำ สตรี เขียนไปรษณียบัตรขอการสนับสนุนจากสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรในจังหวัด ของตน รวมทั้งวุฒิสมาชิกให้เห็นชอบต่อการแก้ไขมาตรา 24 นี้ ซึ่งนำไปสู่การ ประกันสิทธิ ตามที่ได้รณรงค์ไว้

การทำงานกับองค์กรด้านแรงงาน

ในช่วงที่จะมีการยกสถานภาพกรมแรงงานเป็นกระทรวงแรงงาน ระหว่างปี 2534–2356 นั้น สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา ได้มุ่งที่จะ รณรงค์ให้เกิดนโยบายการพัฒนาแรงงานสตรี จึงได้จัดการประชุม สัมมนาเพื่อ นำเสนอข้อมูลต่างๆ ที่แรงงานหญิงรวมทั้งแรงงานนอกระบบ มีบทบาท ในการพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะใน อุตสาหกรรม ส่งออก รวมทั้งประเด็นสวัสดิการ ต่างๆ ค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม ความก้าวหน้า และความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งยังเป็น ปัญหาอยู่ เพื่อให้ กระทรวงแรงงานที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่สามารถตอบสนองความต้อง การต่างๆ ได้

 

เวทีเพิ่มศักยภาพของผู้หญิงโดยตรง

การฝึกอบรมภาวะผู้นำ

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา องค์กรพัฒนาเอกชน เครือข่ายผู้หญิงใน ภาคต่างๆ รวมทั้งสถาบัน วิจัยบทบาท หญิงชายและการพัฒนา ได้ดำเนินการฝึก อบรม อย่างกว้างขวางและเข้มแข็งให้แก่ผู้นำสตรี เพื่อให้ลง สู่สนามการเมือง โดยเฉพาะในระดับตำบล นอกจากนั้น สถาบันฯ ยังได้ฝึกอบรมสมาชิก องค์การ บริหาร ส่วนตำบล ทั้งหญิงและชาย เพื่อเพิ่มทักษะในการบริหาร และเพื่อบูรณา การมิติหญิงชาย ในกระบวน การ จัดการและบริหารตำบลอีกด้วย ผลสำเร็จที่เห็น เป็นรูปธรรม คือ การที่ผู้หญิงได้รับเลือก ให้เป็นสมาชิก องค์การบริหารส่วนตำบล ในสัดส่วน ที่น่าพอใจ ซึ่งน่าจะอนุมานได้ว่า สืบเนื่องมาจากการ ที่องค์กรและกลุ่ม ผู้หญิงต่างๆ ได้รวมพลังจัดการฝึกอบรมภาวะผู้นำ ให้กับกลุ่มผู้นำสตรีในระดับตำบล ถึงแม้สัดส่วนจะอยู่ในระดับร้อยละ 6–8.5 ซึ่งอาจจะดูต่ำหากเทียบกับการมีส่วนร่วม ของผู้หญิง ในฐานะ กำนันและผู้ใหญ่บ้าน ก็สูงกว่าอย่างชัดเจน การปล่อยให้ผู้หญิง ต่อสู้ฝ่าฟันโดยมิได้มีการช่วย เสริมสร้าง ศักยภาพ แต่อย่างใด สำหรับการเลือกตั้ง กำนันและผู้ใหญ่บ้าน ตั้งแต่กระทรวงมหาดไทยได้เปิดโอกาสให้ ผู้หญิงเข้าสู่ตำแหน่ง ดังกล่าวได้มาร่วม 22 ปีแล้วนั้น สะท้อนให้เห็นในสัดส่วน ของการที่ผู้หญิง ได้รับ เลือกตั้ง ที่ไม่เคย สูงกว่าร้อยละ 3.3 เลย

การสร้างภาระผูกพันให้กับผู้หญิงที่ได้รับการเลือกตั้ง

ภายหลังการประกาศผลเลือกตั้งในแต่ละครั้งตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา สถาบัน วิจัย บทบาท หญิงชายและการ พัฒนา จะเป็นแกนนำในการจัดงานเลี้ยง แสดงความยินดีแก่ผู้หญิงที่ได้รับการเลือกตั้ง ซึ่งในงานดังกล่าวจะมีช่วงเวลา ที่ให้ ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง ได้แสดงจุดยืนและแนวคิดในการที่จะ แก้ไข ปัญหา ที่เป็นที่ ห่วงใยของผู้หญิง นอกเหนือจาก ที่จะให้ผู้หญิงที่ได้รับการเลือกตั้ง ได้รับทราบถึง เครือข่ายและ การสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ ที่ทำงานเพื่อผู้หญิง

15 ปีแห่งความมุ่งมั่น

ในภาพรวมนั้น ย้อนรอยไป 15 ปี คุณภาพชีวิตของผู้หญิงพัฒนาขึ้น โอกาสต่างๆเปิดกว้างให้ผู้หญิง มากขึ้น สถานภาพ เมื่อเทียบเคียงกับผู้ชาย แม้จะ ยังไม่เท่าเทียมแต่ก็ก้าวหน้ามากขึ้น แม้จะโต้แย้งได้ว่า ในด้านจำนวนผู้หญิงที่ ก้าวสู่เวที การเมืองและการบริหาร อาจยังเห็นไม่ชัดเจนนัก แต่ผลการรณรงค์ และ การดำเนินงานในหลายลักษณะของ สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา ก็นับว่าได้เอื้อ และส่งผลใน เชิง บวกต่อสถานภาพของผู้หญิงหลายประการ นอกเหนือ จากที่ได้กล่าวมาในตอนต้นนั้น มีหลายเรื่องที่ การดำเนินงาน ของสถาบันฯ ได้มีส่วน สำคัญที่ทำให้เกิดการ ขับเคลื่อน เช่น การจำแนกเพศใน ฐานข้อมูล ต่างๆ โดย เฉพาะ ของผู้สมัครและผู้ได้รับเลือกตั้ง ทำให้สามารถใช้ข้อมูล ดังกล่าว เป็นเครื่องมือใน การรณรงค์ ได้อย่างดี การยอมรับผู้หญิงเป็นไปอย่างกว้างขวางขึ้นทั้งในส่วนของสาธารณชนและพรรค การเมือง ส่งผลให้มีการแต่งตั้งผู้หญิงให้ดำรงตำแหน่งสำคัญมากขึ้น ประเด็นเกี่ยวกับผู้หญิง ได้ถูกรับฟัง และขยายไปในวงที่กว้างขึ้น ความเข้าใจและการตระหนักถึงความสำคัญของ ผู้หญิงที่จะต้องมีส่วนร่วม ในการกำหนด ทิศทางการพัฒนาประเทศขยายไกลขึ้น เป็นต้น

15 ปีที่ผ่านมานั้น ความชัดเจนและเป็นรูปธรรมอาจอยู่ที่การวางรากฐาน สร้างบริบทที่จะนำไปสู่ การก้าวสู่เวทีการเมือง และการบริหารของผู้หญิงอย่างมีความหมาย และการสร้างเสริมความเสมอภาค ในสังคมในช่วงต่อไป