เสวนาวิชาการ “โอกาสและข้อท้าทายต่อนักการเมืองหญิงในช่วงการเมืองเปลี่ยนผ่าน”

เสวนาวิชาการ โอกาสและข้อท้าทายต่อนักการเมืองหญิงในช่วงการเมืองเปลี่ยนผ่าน 
วันอังคารที่ 24 เมษายน 2561 ณ ห้องออร์คิด 1 โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ

หลักการและเหตุผล
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา รวมทั้งองค์กรอิสระจัดการเลือกตั้ง ได้พยายามออกแบบกรอบกติกาใหม่ ๆ ในการกำหนดทิศทางเชิงอุดมการณ์ทางการเมือง เนื้อหา รูปแบบ กระบวนการ เพื่อตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาดุลอำนาจในโครงสร้างทางการเมืองและการบริหารให้เป็นประชาธิปไตย เพื่อเลือกตั้งคนที่เหมาะสมเข้าทำหน้าที่ ทำให้พรรคการเมืองคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม สร้างสรรค์นโยบายที่แก้ไขปัญหาสำคัญๆของประชาชนอย่างต่อเนื่องยั่งยืน ทั้งยังพยายามกำหนดทิศทางการปฎิรูปประเทศไว้ให้รัฐบาลในอนาคตต้องยึดถือตามด้วย
เงื่อนไขหนึ่งที่รับรู้กันว่าเป็นรากเหง้าของความขัดแย้งทางการเมืองของสังคมไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นอกจากความเหลื่อมล้ำในมิติต่าง ๆ แล้ว ก็คือคุณภาพของนักการเมือง ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน(Representative Democracy) โดยนัยยะนี้ นักการเมือง พรรคการเมือง ประชาชน การเลือกตั้งและการกำหนดนโยบายที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของประชาชนแต่ละกลุ่มแต่ละปัญหาที่พวกเขาเผชิญจึงสัมพันธ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความหมายที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน โดยเฉพาะการมองเห็นประชากรหญิงที่มีจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศได้ว่าควรจะมีตัวแทนที่มากพอ เพื่อประกันสิทธิและเสียงให้เสมอภาคเป็นธรรม หนทางที่เป็นคำตอบ คือ การเพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิง รัฐธรรมนูญจึงได้กำหนดไว้ในหลายมาตราที่เปิดโอกาสด้วยการับรองสิทธิ กลไกและมาตรการพิเศษต่าง ๆ
ประเทศไทยปัจจุบันผู้หญิงอยู่ในฐานะผู้ลงคะแนนเลือกตั้งมีจำนวนมากกว่าผู้ชายถึง 1.6 ล้านคน แต่พบว่าผู้สมัครและผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาระหว่างปี 2526 ถึง 2554 มีผู้หญิงในสภาอยู่ราวร้อยละ 10 เท่านั้น และที่แย่กว่าคือ ขณะนี้มีผู้หญิงในการเมืองท้องถิ่นตำแหน่งนายกองค์การบริหารร้อยละ 6.78 สมาชิกสภาท้องถิ่นทุกระดับ 6.82 ขณะที่สัดส่วนส่วนเฉลี่ยผู้หญิงในสภานิติบัญญัติในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีประมาณร้อยละ 18 และประเทศเพื่อนบ้าน ลาวและเวียตนาม มีสัดส่วนผู้หญิงในสภาฯถึงร้อยละ 27-29 อย่างไรก็ตาม การที่สิทธิเสรีภาพและหลักการความเสมอภาคได้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะมีการดำเนินการปฎิบัติให้เกิดขึ้นจริงในทุกระดับเสมอมา รวมทั้งการเตรียมตัวผู้สมัครหญิงจากทุกพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้หญิงได้ที่นั่งในรัฐสภามากขึ้น

วัตถุประสงค์
1. เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ การส่งเสริมการเมืองคุณภาพและพัฒนาประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่านภายใต้กฎกติกาและรัฐธรรมนูญใหม่ จากนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนสตรี จากพรรคการเมืองและจากผู้มีส่วนได้เสียในสังคมจากภาคส่วนต่าง ๆ
2. เพื่อนำข้อเสนอแนะจากการเสวนาไปพัฒนาหลักสูตรการอบรมในการเสริมศักยภาพนักการเมืองหญิง และผู้สมัครรับเลือกตั้งหญิงจากทุกพรรคการเมือง

ผู้เข้าร่วม
มีผู้เข้าร่วมเสวนาวิชาการจำนวน 40 คน เป็น สมาชิกจากพรรคการเมืองต่าง ๆ และผู้สนใจการเมือง รวม 22 คน , ผู้แทนจากองค์การเครือข่ายต่าง ๆ 11 คน และอื่นๆ 7 คน