หากย้อนไปในช่วงเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องความเสมอภาคยังเป็นเรื่องที่ ไม่มีใครพูดถึงมากนัก เรื่องผู้หญิงผู้ชายไม่เป็นประเด็น เด่นชัด บุคคลมี สิทธิเท่าเทียมกัน เช่นที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญในช่วงนั้นและความรู้สึกของ คนในสังคมก็คล้อยตามเช่นนั้น
ด้านสุขภาพ ผู้หญิงมีอายุยืนกว่าผู้ชายโดยเฉลี่ย 5 ปี อายุขัยเฉลี่ยของผู้หญิง คือ 75 ปี ชาย 70 ปี ผู้หญิงติดเชื้อเอดส์ในอัตราที่ เพิ่มขึ้น มากกว่าชาย ในช่วงปี 2537-2541 ผู้หญิง ที่ติดเชื้อมี เพียง 1 ใน 4 ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด แต่ปัจจุบัน (ปี 2548) เป็น 1 ใน 3 ปี 2548 ผู้หญิงและเด็กในช่วงอายุ 10-19 ปี ที่เป็นเอดส์ มีจำนวนสูงกว่าชาย การศึกษา ร้อยละ 56 ของไม่รู้หนังสือเป็นผู้หญิง ในปี 2543 และส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 40 ปี สัดส่วนของนักเรียนหญิงและชายในระดับประถมและมัธยมศึกษาจะเท่าๆ กัน ในปี 2543 สัดส่วนของนักศึกษาหญิงต่อนักศึกษาชาย เช่น ในมหาวิทยาลัยของรัฐ คือ 55:45 ผู้หญิงที่เรียนการศึกษาทางไกล/นอกระบบ เป็นร้อยละ 53 ของนักศึกษาทั้งหมด การมีส่วนร่วมทางการเมืองและการบริหาร ผู้หญิงมีสิทธิในการลงคะแนนเสียงมาตั้งแต่ปี 2475 ในปี 2543 ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงที่เป็นหญิงมีมากกว่าชาย 1 ล้านคน ปี2549 มีผู้หญิงเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 46 คน จากทั้งหมด 500 คน คิดเป็นร้อยละ 9.1 ปี 2548 สมาชิกวุฒิสภาที่เป็นหญิงมี 20 คน จากทั้งหมด 200 คน (กุมภาพันธ์ 2549) การเมืองระดับท้องถิ่น มีผู้หญิงเป็นสัดส่วนน้อยมาก ต่ำกว่าร้อยละ 10 ผู้ใหญ่บ้าน/กำนัน ที่เป็นผู้หญิง มีร้อยละ 3.3/2.4 ตามลำดับ ปัจจุบัน (ปี 2548) มีผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี 2 คน
ในภาคราชการ (ปี 2548) ข้าราชการหญิงมีจำนวนมากกว่าชาย คือ ร้อยละ 54 โดยในระดับแรกเข้า จะมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และผู้หญิงมีจำนวนน้อยลงตาม ลำดับที่สูงขึ้น ในระดับสูงสุดที่เป็นนักบริหาร (ระดับ 9,10 และ 11) มีผู้หญิงร้อยละ 8.8/18.0/27.0 ตามลำดับ การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ กำลังแรงงาน ในปี 2548 มีทั้งหมด 34 ล้านคน โดยเป็นหญิงร้อยละ 44.1 ร้อยละ70-80 ของคนงานที่ทำงานในอุตสาหกรรมส่งออก ที่นำรายได้สูงสุดให้ แก่ประเทศ เป็นผู้หญิง เช่นเดียวก้บการท่องเที่ยว รายได้จากอุตสาหกรรมส่ง ออกเหล่านี้รวมกับรายได้ จากการท่องเที่ยว สูงเท่าๆ กับงบประมาณของประเทศ ในแต่ละปี ร้อยละ 80 ของผู้รับเหมางานมาทำที่บ้านเป็นหญิง ในเศรษฐกิจนอกระบบ ยังไม่ได้รับ การคุ้มครองจาก กฎหมายแรงงาน ครอบครัว หนึ่งในสี่ของหัวหน้าครัวเรือนเป็นผู้หญิง ผู้หญิงได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัว ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และทางเพศจาก คู่ของตนผลการวิจัยพบว่า ร้อยละ 44 ของผู้หญิงที่เป็นกลุ่ม ศึกษา เคยได้รับความรุนแรงจากสามี
เพียงแต่ ... จะช่วยกันอย่างไร ? การหาคำตอบ จึงเป็นที่มาของก้าวต่อๆ มาของสถาบันวิจัย บทบาทหญิงชายและการพัฒนา เวทีเพื่อผู้หญิงจึงตามมาในหลายลักษณะ
ส่วนหนึ่งของความพยายามที่เชื่อมโยงของสถาบัน วิจัยบทบาทหญิงชายและ การ พัฒนา คือ การเผยแพร่ เกียรติคุณของผู้หญิงที่มีความสามารถเป็นที่ประจักษ์ ด้วยการจัดทำ ทำเนียบสตรีผู้นำการ เปลี่ยนแปลง รวม 3 เล่ม ในช่วงปี 2538 ถึง 2542 นำเสนอผลงานและ แนวคิดของผู้หญิง รวม 201 คน ที่เป็นผู้นำ การเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ และพร้อมที่จะเป็น พลังสำคัญในการ กำหนดทิศทาง และแก้ไขปัญหาต่างๆของประเทศเล่มที่ 4 และต่อไปคาด ว่าจะได้ตามออกมา เป็นระยะๆ ในโอกาสอันสมควร
สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา ได้ริเริ่มรณรงค์ กับพรรคการเมือง โดยเริ่ม ดำเนินการ มา ตั้งแต่ก่อนช่วงการประชุม ระดับโลกว่าด้วยเรื่องสตรีครั้งที่ 4 โดย ในระยะนั้น ได้ รณรงค์เพื่อให้ พรรค การเมืองมีนโยบายเกี่ยวกับผู้หญิง แนวดำเนินการ ในส่วนนี้ คือ การจัดเวท ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ในปี 2535 ให้พรรคการเมือง ต่างๆ รวม 9 พรรค ได้มาร่วมแถลงนโยบาย เกี่ยวกับ ผู้หญิง และเพื่อ เปิด โอกาสให้ผู้นำ สตรีที่มาจาก ภาคต่างๆ ของประเทศ ซึ่งเป็น ผู้มีสิทธิลง คะแนนเสียง ได้ให้ข้อเสนอในประเด็นต่างๆ ที่เป็น ห่วง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและซักถามพรรค การเมือง ซึ่งเวทีดังกล่าวทำให้พรรคการเมือง เลี่ยงไม่ได้ที่จะ ไม่มีประเด็นที่ เกี่ยวกับ ผู้หญิง กลยุทธ์ ของการ จัดเวทีให้มีการ แถลงนโยบาย ที่เกี่ยวกับผู้หญิงทั้งในลักษณะของการจัดสัมมนา หรือการนำเสนอ ผ่านสื่อต่างๆนั้นนับว่าได้ สร้างการ ตระหนักรับรู้ถึงความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงและเป็นแนวทางให้กับการ นำเสนอ ประเด็นผู้หญิง ของพรรคการเมืองต่างๆในเวลาต่อมาจากความพยายาม ดังกล่าวจะ สังเกตเห็นได้ว่าในช่วงต่อมาพรรคการเมืองต่างๆจะให้ความสำคัญต่อปัญหาของผู้หญิงอย่าง เห็นได้ชัดเจน นับเป็นการบุกเบิก สร้างเวที ผู้หญิงให้กับพรรค การเมือง ซึ่งส่งผลให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงต่อผู้หญิงได้ เมื่อ พรรคการเมืองเหล่านั้นเข้าร่วมเป็นรัฐบาล
ความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมประการสำคัญคือ การที่รัฐบาลที่ผ่านมารวม 4 รัฐบาล ยกเว้น รัฐบาล ปัจจุบัน ได้มีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง รวมทั้งนโยบายส่งเสริม ผู้หญิงบน เวทีสาธารณะ อย่างชัดเจน ใน ช่วงระยะเวลา 10 ปีเศษที่ผ่านมา แม้ในบางขณะอาจเป็นเพียง คำจารึก บนแผ่น กระดาษ แต่ก็เป็นจุด ที่ให้ เกิดการทวงถามและติดตามได้
นอกจากนั้น ในอีกรูปแบบหนึ่ง สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการ พัฒนา ได้ร่วมมือกับ สถาบันบัณทิต พัฒนบริหารศาสตร์ ในการศึกษาวิจัยใน 6 ส่วนราชการ ได้แก่ กรมการค้าต่า งประเทศ กรมการศึกษานอกโรงเรียน กรมสรรพากร กรมทรัพยากรธรณี กรมประชาสงเคราะห์ และกระทรวงการ ต่างประเทศ เพื่อระบุอุปสรรคและปัจจัย เสริมที่ ให้ผู้หญิงก้าวสู่ระดับบริหาร และได้ประมวลข้อเสนอแนะนำ เสนอต่อสำนักงาน ก.พ. กรณี ศึกษาดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลในเชิงบวกหลายประการส่วนหนึ่งคือคณะทำงานของสำนักงาน ก.พ. ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากภาคราชการและภาคเอกชนได้นำผลการศึกษาไปประกอบการ พิจารณากำหนดมาตรการ และแนวทางในการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงและ ชาย ในภาค ราชการ ดังที่ปรากฏใน หนังสือเวียนสำนักงาน ก.พ.ที่ นร 0708.1/ว 7 ลง วันที่ 18 กันยายน 2543 เรื่อง แนวทาง การ ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย
ในภาพรวมนั้น ย้อนรอยไป 15 ปี คุณภาพชีวิตของผู้หญิงพัฒนาขึ้น โอกาสต่างๆเปิดกว้างให้ผู้หญิง มากขึ้น สถานภาพ เมื่อเทียบเคียงกับผู้ชาย แม้จะ ยังไม่เท่าเทียมแต่ก็ก้าวหน้ามากขึ้น แม้จะโต้แย้งได้ว่า ในด้านจำนวนผู้หญิงที่ ก้าวสู่เวที การเมืองและการบริหาร อาจยังเห็นไม่ชัดเจนนัก แต่ผลการรณรงค์ และ การดำเนินงานในหลายลักษณะของ สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา ก็นับว่าได้เอื้อ และส่งผลใน เชิง บวกต่อสถานภาพของผู้หญิงหลายประการ นอกเหนือ จากที่ได้กล่าวมาในตอนต้นนั้น มีหลายเรื่องที่ การดำเนินงาน ของสถาบันฯ ได้มีส่วน สำคัญที่ทำให้เกิดการ ขับเคลื่อน เช่น การจำแนกเพศใน ฐานข้อมูล ต่างๆ โดย เฉพาะ ของผู้สมัครและผู้ได้รับเลือกตั้ง ทำให้สามารถใช้ข้อมูล ดังกล่าว เป็นเครื่องมือใน การรณรงค์ ได้อย่างดี การยอมรับผู้หญิงเป็นไปอย่างกว้างขวางขึ้นทั้งในส่วนของสาธารณชนและพรรค การเมือง ส่งผลให้มีการแต่งตั้งผู้หญิงให้ดำรงตำแหน่งสำคัญมากขึ้น ประเด็นเกี่ยวกับผู้หญิง ได้ถูกรับฟัง และขยายไปในวงที่กว้างขึ้น ความเข้าใจและการตระหนักถึงความสำคัญของ ผู้หญิงที่จะต้องมีส่วนร่วม ในการกำหนด ทิศทางการพัฒนาประเทศขยายไกลขึ้น เป็นต้น 15 ปีที่ผ่านมานั้น ความชัดเจนและเป็นรูปธรรมอาจอยู่ที่การวางรากฐาน สร้างบริบทที่จะนำไปสู่ การก้าวสู่เวทีการเมือง และการบริหารของผู้หญิงอย่างมีความหมาย และการสร้างเสริมความเสมอภาค ในสังคมในช่วงต่อไป